ทำความรู้จักกับ IPv6 address

ทำความรู้จักกับ IPv6 address กัน

อย่างที่ทราบกันนะครับ ว่า ในปัจจุบันนี้ เราใช้ กันอยู่ IPv4 และ IPv4 นี้ละเกือบจะใช้หมดโลก ซึ่งก็เป็นที่มาของบทความนี้ ที่จะมาแนะนำให้ได้รู้จักกับ Internet Protocol Version 6 (IPv6) กันครับ

 

ก่อนอื่น เรามาดูปัญหาของ IPv4 ซึ่งหลาย ๆ ท่านน่าจะพอทราบกันอยู่แล้ว แต่ใครที่ยังไม่ทราบ ผมจะขออธิบายสั้น ๆ แบบคร่าว ๆ นะครับ

  • IPv4 ไม่เพียงพอต่อการใช้งานอย่างที่บอกไปข้างต้น ผมได้ยินคำพูดว่า IPv4 กำลังจะหมดมาซัก 10 กว่าปีได้แล้ว แต่ที่ผ่านมาก็ยังมีให้ใช้กันมาเรื่อย ๆ อยู่ แต่ในปัจจุบัน เริ่มมีสัญญาณบางอย่างที่สะท้อนความจริงของคำพูดนี้ออกมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น internet แบบ ADSL ที่ใช้งานกันอยู่ตามบ้านทั่ว ๆ ไป จากที่เมื่อก่อนเคยแจก Public IPv4 ให้กับลูกค้าแต่ละบ้าน ในปัจจุบันหลาย ๆ ISP ก็เริ่มที่จะแจก Private IPv4 กันแล้ว อีกทั้งจำนวน มือถือ ที่ต่อ internet ร่วนแต่ต้องใช้ IP ทั้งนั้น

1

  • รูปแบบ Header ที่ล้าสมัยแน่นอนที่จะล้าสมัย เนื่องจาก IPv4 ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ได้เกิดขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว เรียกได้ว่าอะไรก็ตามที่ทันสมัยสุด ๆ ในเวลานั้น ก็กลายเป็นวัตถุโบราณในปัจจุบันไปหมดแล้ว ดังนั้น การออกแบบและใช้งาน IPv4 ตั้งแต่สมัยเมื่อ 30-40 ปีก่อน ก็ย่อมจะมีบางสิ่งที่ขาด และบางสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป

และในเมื่อไหน ๆ จะมาใช้งาน IP version ใหม่กันแล้ว ก็เลยถือโอกาส “ยกเครื่อง” ทำการปรับปรุงหลาย ๆ สิ่งให้เหมาะสมกับปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น เช่น

  • เพิ่มขนาดของหมายเลขที่อยู่: IPv6 จะเพิ่มขนาดของหมายเลขที่อยู่จากเดิม 32 bits เป็น 128 bits เพื่อรองรับกับความต้องการในการใช้งานหมายเลขที่อยู่ที่มากขึ้น
  • IP Header ที่ไม่ซับซ้อน: บน IPv6 จะมี Header ที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า IPv4 และจัดเรียงใหม่ให้สามารถอ่านในรูปแบบ 64 bits ได้ง่ายขึ้น เพื่อลดขั้นตอนในการประมวลผล packet และจะมี Header ที่มีขนาดคงที่ (40 bytes) โดยจะมีการตัด Header ที่ไม่จำเป็นบน IPv4 ออกไปหรือเปลี่ยนไปเป็นทางเลือกบน IPv6 แทน
  • ความสามารถในการจัดการทราฟิกด้วยการใช้ flow label: มีการเพิ่ม field ใหม่ที่ชื่อว่า flow label ทำให้เป็นการเพิ่มความสามารถในการทำ QoS ได้มากขึ้น เพื่อรองรับกับการให้บริการแบบ real-time service
  • ขนาดของ minimum MTU: MTU ขั้นต่ำของ IPv4 คือ 567 byte แต่บน IPv6 จะเพิ่มเป็น 1280 byte ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากสัดส่วนของ header ต่อข้อมูลทั้งหมดจะลดลง
  • การทำ stateless autoconfiguration: เราเตอร์จะทำการประกาศ prefix ของตัวเองออกมา ทำให้โฮสต์สามารถรับ prefix นั้นมาสร้าง IPv6 address ได้เองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้งาน DHCP
  • ความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลัง: เนื่องจากจำนวนของ IPv6 มีมาก ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ NAT เหมือนกับ IPv4 อีกต่อไป (ยกเว้นต้องการเพิ่มระดับความปลอดภัย) ทำให้สามารถตรวจสอบการใช้งานของแต่ละ IPv6 address ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องปวดหัวเรื่องการทำ NAT เหมือนกับ IPv4 ที่เวลาต้องการตรวจสอบการใช้งานย้อนหลัง ต้องมานั่งไล่ log กันหน้ามืดเลยทีเดียว2

เอาง่ายๆว่า ในทุกๆพื้นที่ 1 ตารางเมตรของโลก สามารถมีอุปกรณ์ที่ใช้ IP ได้ 2000 ชิ้น เรียกว่า ต่อไป ตู้เย็น ทีวี   Field Server  Sensor ต่างๆ ฯลฯ ได้ IP จริงหมดและสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ สมคำว่า Internet of Things

 

มาดูรูปแบบของ IPv6 address อาจจะเริ่มเห็นแล้ว ใน มือถือเรา หรือที่ เครื่อง PC ที่เราใช้อยู่

ก่อนอื่น เรามาดูตัวอย่างหน้าตาของ IPv6 address กันครับ IPv6 address จะเขียนอยู่ในรูปแบบ “IPv6-address/prefix-length” เช่น

 

“2001:0000:0000:cd30:0000:0000:0000:0001/64”

 

IPv6 address จะมีขนาด 128 bits ในการใช้งานจะถูกแบ่งเป็นเลขฐาน 16 จำนวน 8 ชุด โดยแต่ละชุดจะมีขนาด 16 bits และจะถูกคั่นไว้ด้วยเครื่องหมาย colons “:” ซึ่งดูแล้วยากต่อการเขียน โดยถ้าจะเทียบกับ IPv4 ที่ใช้เลขฐาน 10 ในการเขียน แล้วดูเหมือนว่า IPv6 จะใช้งานยากกว่ากันเยอะเลย เอาง่าย ๆ ให้มาบอก IPv6 address โดยที่ไม่ต้องดู เหมือนที่เคยบอก IPv4 address จะกลายเป็นเรื่องยากแน่นอน ทำให้การใช้งาน DNS(ใช่ชื่อเรียกแทน IP) จะสำคัญและจำเป็นมากยิ่งขึ้นในการใช้งานกับ IPv6

สุดท้าย ก็ หวังว่า ทุกท่าน จะพอเข้าใจและ พร้อมที่จะปรับตัวสู่ IPv6 โดยประเทศไทยของเราเริ่ม มีการปรับมาใช้ บางแล้ว ทั้งหน่วยงานภาครัฐและ เอกชน