กองทัพเรือเปลี่ยนชื่อจากกรมทหารเรือ

World from space banner

navy_web
ข้อมูลจากดาวเทียมไทยโชต ภาพสีผสมจริง รายละเอียดภาพ 2 เมตร บันทึกภาพวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อ กรมทหารเรือ เป็น กองทัพเรือ เพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับการเรียกชื่อส่วนรวมของทหารว่า “กองทัพเรือ” ขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 โดยแบ่งส่วนราชการออกเป็น 4 ส่วนดังนี้
1. กรมเสนาธิการทหารเรือ
2. กองเรือรบ
3. สถานีทหารเรือกรุงเทพ
4. กรมอู่ทหารเรือ
5. กรมสรรพาวุธทหารเรือ
6. กรมอุทกศาสตร์ 

navy 1
หอประชุมกองทัพเรือ
ที่มา: www.thaidphoto.com

เมื่อ พ.ศ. 2435  ได้มีการจัดระเบียบการปกครองแผ่นดินใหม่และยกเลิกการปกครองแบบจตุสดมภ์ กำหนดให้มีกระทรวงในราชการทั้งหมด 12 กระทรวง กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ปกครองบรรดาหัวเมืองต่างทั่วพระราชอาณาจักร กระทรวงกลาโหม ไม่เกี่ยวกับการปกครองทางหัวเมืองอย่างแต่ก่อน มีหน้าที่เกี่ยวด้วยราชการทหารอย่างเดียว จึงโอนกรมทหารเรือ ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับกระทรวงยุทธนาธิการมาขึ้นกับกระทรวงกลาโหม

กรมทหารเรือเจริญก้าวหน้าตามลำดับจนถึง พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนฐานะกรมทหารเรือ เป็น กระทรวงทหารเรือ 4 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม และวันเดียวกันนั้นก็ได้ประกาศแต่งตั้งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เนื่องจากการป้องกันประเทศเป็นงานใหญ่ที่ทหารบกและทหารเรือจำเป็นต้องร่วมกันคิดอ่าน จัดการตามหน้าที่ที่ประชุม เสนาบดีจึงเห็นสมควรจัดตั้งสภาป้องกันพระราชอาณาจักรขึ้น เพื่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่างทหารบกและทหารเรือให้ดำเนินไปได้ โดยสอดคล้องร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง สภานี้มีองค์พระประมุขเป็นประธานและโปรดเกล้าฯ ให้เสนาธิการทหารบกเป็นเลขานุการประจำเสนาบดี กระทรวงกลาโหมเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ พร้อมทั้งจอมพลในและนอกประจำการเป็นสมาชิกสภาแห่งนี้ทุกนาย

นับตั้งแต่มีการเลื่อนฐานะกรมทหารเรือขึ้นเป็นกระทรวงทหารเรือ ก็ได้มีการปรับปรุงการจัดระเบียบราชการทหารเรืออยู่เสมอ แต่มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากหลักการเดิม เพียงแต่ว่าส่วนราชการต่างๆ มีความจำเป็นต้องขยายกิจการให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เมื่อราชการบางส่วนมีกิจการเพิ่มขึ้นก็เลื่อนฐานะขึ้นเป็นกรมหรือกองตามความสำคัญ ในสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ภาวะทางเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำเป็นผลทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบกระเทือนดังกล่าวนี้ด้วย ทำให้ฐานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะตกต่ำจำเป็นต้องพิจารณาตัดทอนรายจ่ายของประเทศให้น้อยลงให้สมดุลกับรายได้ ทำให้มีการปรับปรุงการจัดระเบียบราชการเสียใหม่ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกระทรวงทหารเรือกับกระทรวงทหารบก เป็นกระทรวงเดียวกันเสีย กระทรวงที่บังคับบัญชาทั้งทหารบกและทหารเรือร่วมกันนี้ เรียกว่า กระทรวงกลาโหม เหมือนอย่างแต่ครั้งก่อน

navy 2
ที่มา: www.thaidphoto.com

ใน พ.ศ. 2475 มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศใหม่ทางด้านกองทัพเรือ โดยกระทรวงทหารเรือได้ลดฐานะเป็นกรมทหารเรือ ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศนี้ จัดให้มีคณะกรรมการกลางกลาโหมขึ้น นอกจากนั้นส่วนราชการของทหารเรือบางส่วนซึ่งได้เอาไปรวมกับฝ่ายทหารบกก็กลับมาสังกัดอยู่ในกรมทหารเรือตามเดิมอีก กรมต่างๆ ของทหารเรือลดฐานะมาเป็นกองทั้งหมด เว้นแต่กรมเสนาธิการทหารเรือ

และวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552 ได้มีการจัดส่วนราชการใหม่ตามพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพเรือ กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม โดยแบ่งส่วนราชการออกเป็น 36 หน่วย และจัดเป็นกลุ่มส่วนราชการ 4 ส่วน คือ ส่วนบัญชาการ ส่วนกำลังรบ ส่วนยุทธบริการ ส่วนการศึกษาและวิจัย ทั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ คือ ในส่วนบัญชาการ ได้เปลี่ยนชื่อกรมสื่อสารทหารเรือเป็นกรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ และสำนักงานตรวจบัญชีทหารเรือเป็นสำนักงานตรวจสอบภายในทหารเรือ รวมทั้งจัดตั้งส่วนราชการใหม่เพิ่มเติม คือ สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ และสำนักงานพระธรรมนูญทหารเรือ ในส่วนกำลังรบได้ยุบกองเรือป้องกันฝั่งและจัดตั้งส่วนราชการใหม่ คือ ทัพเรือภาคที่ 1, 2 และ 3 รวมทั้งปรับลดฐานทัพเรือสงขลาและพังงาจากหน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือไปเป็นหน่วยขึ้นตรงทัพเรือภาคที่ 2 และ 3 ตามลำดับ ส่วนยุทธบริการได้ย้ายสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือไปอยู่ในส่วนการศึกษาและวิจัยแทน และให้กรมอุทกศาสตร์มาอยู่ในส่วนยุทธบริการ สำหรับในส่วนการศึกษาและวิจัยได้ยุบสถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง

navy map

ที่มา: www.navy.mi.th

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *