จากธุรกิจเกิดใหม่สู่การเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ : วิวัฒนาการของโดรนดีเจไอ (DJI)

บทความต่อไปนี้ถูกเรียบเรียงโดยแขกรับเชิญพิเศษจาก Dr. Drone ตัวแทนจัดจำหน่ายโดรน DJI เจ้าแรกในประเทศแคนาดา คุณอาลี เครน (Ali Crane)

วิวัฒนาการของโดรนก็เปรียบเสมือนกับวิวัฒนาการของสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ต ที่เกิดจากงานอดิเรก งาน DIY ธรรมดาสู่การเป็นเทคโนโลยีกระแสหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก นวัตกรรมที่พัฒนาอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ในปัจจุบันโดรนมีขนาดเล็กลง มีความปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งราคายังจับต้องได้เมื่อเทียบกับช่วงแรกที่วางจำหน่าย ในขณะที่ลูกเล่นทางการบินต่างๆรวมถึงคุณภาพของกล้องที่ใช้ในโดรนก็ยังมีการพัฒนาด้วยความเร็วอย่างต่อเนื่อง

DJI เป็นผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน และถือว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์นี้ จากผลการศึกษาของ Skylogic Research ปี 2017 พบว่าในปัจจุบัน DJI ได้ควบคุมตลาดโดรนทั่วโลกไปกว่าร้อยละ 72 และยังเป็นที่รู้จักจากความทุ่มเทในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและแหล่งพลังงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ DJI สามารถพัฒนาโดรนของพวกเขาได้อย่างสม่ำเสมอต่างจากบริษัทคู่แข่งของพวกเขาที่พัฒนาได้อย่างติดขัดไม่ราบลื่น

จุดเริ่มต้นของ DJI

DJI ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในตลาดโดรนที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2006 จากหอพักมหาวิทยาลัย ของเจ้าของในปัจจุบัน คุณแฟรงค์ หวัง (Frank Wang) ผู้ซึ่งมีความหลงไหลในระบบของอากาศยานไร้คนขับ มาอย่างยาวนาน คุณหวังตัดสินใจที่จะไล่ตามความความฝันของตัวเองหลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (Hong Kong University of Science and Technology) โดยการย้ายไปยังมหานครแห่งการผลิตอย่างเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีนด้วยเงินของเขาเองที่เหลือมาจากทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งการย้ายไปยังเมืองเซินเจิ้นถือเป็นกุญแจสำคัญสู่การประสบความสำเร็จของกิจการนี้ในอนาคต

ในช่วงแรก DJI เริ่มจากการจัดจำหน่ายโดรนและอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมต่างๆให้ลูกค้านำไปประกอบเองแบบ DIY จนกระทั่งในปี 2013 ด้วยความแน่วแน่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างการออกแบบ และ เทคโนโลยีขั้นสูงเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพและมีความง่ายต่อการใช้งาน DJI ได้เริ่มปล่อยโดรนที่ถูกสำหรับผู้บริโภคคือโดรนที่ใช้งานได้เลย ลูกค้าไม่ต้องประกอบเองเป็นครั้งแรกอย่าง DJI Phantom 1 (Phantom 1) และจากโดรนรุ่นแรกมาจนถึงโดรนรุ่นปัจจุบันอย่างมาวิกแอร์ (Mavic Air) นี้ DJI ยังแสดงให้เห็นว่าภายในระยะเวลาอันสั้น เทคโนโลยีที่ใช้สำหรับโดรนนั้นสามารถพัฒนาไปได้ไกลเพียงใด

การลงทุนกับงานวิจัยและพัฒนาสินค้า

ด้วยความทุ่มเทกับการลงทุนในส่วนของงานวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าที่มีคุณภาพ และประโยชน์ จากการที่ DJI ตั้งอยู่ในบริเวณเมืองหลวงเเห่งการผลิตอย่างเมืองเซินเจิ้น ทำให้ DJI สามารถสร้างทั้งระบบซอฟท์แวร์และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หลักที่สำคัญต่อโดรนระบบไร้คนขับได้ตั้งแต่ช่วงแรกที่ทำธุรกิจ ทำให้ DJI สามารถผลักดันการใช้เทคโนโลยี UAV ในโดรนจนสำเร็จได้ด้วยตนเองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของอุตสาหกรรม ส่งผลให้สามารถนำหน้าบรรดาคู่แข่งไปได้อย่างรวดเร็ว

หนึ่งในความสำเร็จแรกๆของ DJI คือระบบ GPS ที่ก้าวหน้ามากๆของบริษัท เนื่องจากก่อนที่ระบบ GPS จะถูกนำมาปรับใช้ในโดรนนั้น พบว่าอุปสรรคหลักต่อการทำการบินคือนักบินจะไม่สามารถระบุทิศทางหรือตำแหน่งของโดรนที่บินอยู่กลางอากาศได้เลย ปัญหานี้ถือเป็นการจำกัดประสบการณ์ที่ผู้ใช้โดรนควรจะได้รับและยังทำให้สัดส่วนของจำนวนผู้ใช้โดรนลดลงเป็นอย่างมาก เมื่อมีการนำระบบ GPS พร้อมทั้งเข็มทิศมาผสมผสานเข้ากับโดรน ทำให้ผู้ทำการบินสามารถระบุตำแหน่งของโดรนได้ อีกทั้งยังมีความปลอดภัยมากขึ้นรวมถึงสะดวกต่อการปฏิบัติการบินอีกด้วย

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่สำคัญคือความสามารถในการพัฒนาระบบส่งสัญญาณภาพ (Lightbridge) ของ DJI เนื่องจากก่อนที่เทคโนโลยีนี้จะถูกพัฒนาขึ้นมา ผู้ใช้โดรนจะไม่เห็นการบันทึกภาพต่างๆจากกล้องของโดรนเมื่อโดรนอยู่ในระยะไกล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานต่อทั้งกลุ่มลูกค้าที่ใช้โดรนเพื่อความบันเทิงและกลุ่มลูกค้าที่ใช้โดรนในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกของผู้ที่ชอบถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวบนอากาศ ดังนั้นเมื่อ DJI ได้พัฒนาระบบส่งสัญญาณภาพเข้ามาทำให้ผู้ใช้โดรนสามารถมองเห็นการถ่ายภาพเสมือน การถ่ายทอดสดและให้คุณภาพระดับ HD โดยสามารถดูผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ทันที

อีกก้าวสำคัญที่ทำให้ DJI นำหน้าในอุตสาหกรรมนี้คือการคิดค้นซอฟท์แวร์การวิเคราะห์ตนเอง ในยุคเริ่มต้นของเทคโนโลยีที่ใช้ในโดรน ผู้ใช้งานจะรับรู้ถึงปัญหาหรือจุดบกพร่องของโดรนได้เมื่อตัวโดรนมีไฟกระพริบขึ้นมาเพื่อแจ้งเตือน ต่อมาเมื่อ DJI ได้พัฒนาซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ตนเองของโดรนขึ้นมา ผู้ใช้งานจะสามารถสำรวจและทดสอบทุกชิ้นส่วนการทำงานได้โดยไม่ต้องรอการแจ้งเตือนจากสัญญาณไฟกระพริบซึ่งง่ายต่อการใช้งานและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โดรนของ DJI เป็นหนึ่งทางเลือกที่เชื่อถือได้ มีความปลอดภัย และง่ายต่อการใช้งาน

การสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง – Phantom ซีรีย์จาก DJI

ด้วยความทุ่มเทและความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมกรรมสุดล้ำยุคในอุตสาหกรรมโดรนของ DJI ทำให้ปัจจุบันโดรน Phantom ซีรีย์มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เนื่องจากตั้งแต่โดรนรุ่นแรกอย่าง Phantom 1 จนถึงรุ่น Phantom 4 โปร บริษัท DJI ไม่เคยหยุดพัฒนาโดรนแต่ละรุ่นที่จะปล่อยออกมาสู่ท้องตลาดทั้งใน เรื่องการลงทุนกับเทคโนโลยีหลักที่ใช้ การเพิ่มขีดความสามารถทั้งในส่วนพิสัยทางการบิน ระยะเวลาที่สามารถบินได้ และคุณภาพของกล้องถ่ายภาพเพื่อให้มั่นใจว่าโดรนของ DJI จะนำหน้าบรรดาคู่เเข่งอยู่ 2 ก้าวเสมอ

โดรนรุ่นแรกของ DJI ที่มีการติดตั้งระบบจีพีเอส (GPS) อย่างรุ่น Phantom 1 ถูกปล่อยออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2013 โดยโดรนรุ่นนี้ถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมโดรนเนื่องจากก่อนหน้าที่นวัตกรรมนี้จะเข้ามา ผู้ใช้งานจะไม่สามารถระบุตำแหน่งของเครื่องบินที่ทำการบินอยู่บนอากาศได้ ซึ่งทำให้ยากต่อการบังคับและควบคุมโดรน การที่ติดตั้งระบบจีพีเอสไว้กับตัวโดรนจึงทำให้การใช้งานมีความเเม่นยำมากขึ้น เพราะระหว่างที่ทำการบินนักบินจะระบุตำแหน่งของโดรนได้แม้ว่าจะควบคุมจากระยะไกลก็ตาม และการติดตั้งจีพีเอสนี้ยังทำให้โดรนของ DJI มีความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยต่อการทำการบินมากกว่าผู้ผลิตโดรนรายอื่นในยุคนั้น นอกจากนี้ยังทำให้การควบคุมการบินดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนอีกด้วย

สำหรับรุ่น Phantom 2 นั้น DJI ได้ทำการปรับปรุงและผลักดันให้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับให้ก้าวหน้า มากกว่าเดิมโดยเริ่มจากขยายพิสัยทางการบินและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถ ควบคุมโดรนให้อยู่กลางอากาศได้นานขึ้นและบินได้ไกลกว่าเดิม ซึ่งการพัฒนานี้ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องนำโดรนลงจอดบ่อยๆเพื่อชาร์จหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่เหมือนเมื่อก่อนส่งผลให้ได้ประสบการณ์การบินที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม โดรนรุ่น Phantom 2 วิชั่น(Phantom 2 Vision) และวิชั่นพลัส(Vision+) ยังได้เพิ่มตัวส่งสัญญาณภาพ (Lightbridge) เข้าไปเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อการถ่ายภาพได้ต่อให้มีระยะทางทำการบินที่ไกลขึ้น โดยภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายได้จะมีความละเอียดระดับ HD และเชื่อมต่อด้วยความเสถียรได้ไกลถึง 1 กิโลเมตร ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อนในยุคนั้น ทำให้ผู้ควบคุมโดรนสามารถสำรวจพื้นที่ต่างๆและถ่ายภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวคุณภาพสูงคมชัดระดับ HD ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการปล่อยนวัตกรรมนี้ถือเป็นการแสดงศักยภาพทางการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ใช้กับโดรนในระดับสูงของ DJI

Phantom 2 วิชั่นพลัส(The Phantom 2 Vision+)ยังเป็นโดรนรุ่นแรกที่มีการติดตั้งระบบป้องกันการสั่นสะเทือนแบบ 3 แกนเข้าไป ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ใช้งานโดรนจะต้องซื้อและติดตั้งทั้งกล้องถ่ายภาพพร้อมระบบป้องกันการสั่นสะเทือนเอง ไม่อย่างนั้นก็ต้องทำการบินโดยที่สามารถทำได้เพียงปรับกล้องขึ้น-ลงขณะบิน โดยภาพที่ได้ยังมีความสั่นสะเทือนอยู่ดี การทำงานของวิชั่นพลัสนี้จึงทำให้มั่นใจได้ว่าการถ่ายภาพจะมีความเสถียรและราบรื่นตลอดการถ่ายทำ ทำให้ผู้ใช้งานมีอิสระในการถ่ายภาพอย่างต่อเนื่องขณะทำการบินและได้ผลงานที่สร้างสรรค์ออกมาเเน่นอน

DJI ยังคงไม่หยุดเดินหน้าพัฒนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วยการเปิดตัวรุ่น Phantom 3 ออกมา ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลักดันให้ DJI ประสบความสำเร็จอย่างมาก เริ่มจากการที่ Phantom 3 นี้ได้มีการติดตั้งตัวส่งสัญญาณภาพ (Lightbridge) ในเครื่องและยังมีการติดตั้งระบบใหม่ของพวกเขาคือระบบจัดวางตำแหน่ง (VPS) ไว้ที่บริเวณใต้ตัวโดรนเพื่อเป็นการเพิ่มเสถียรภาพและความถูกต้องแม่นยำในบินบนอากาศ อีกสิ่งสำคัญที่มีการพัฒนาเพิ่มเติมในโดรนรุ่นนี้คือการผสมผสานการทำงานของ GLONASS เข้ากับระบบ GPS ของ DJI โดย GLONASS คือระบบ GPS สัญชาติรัสเซียซึ่งจะทำให้ Phantom 3 นี้สามารถเชื่อมต่อกับระบบดาวเทียมได้มากขึ้นและเป็นการเพิ่มความสามารถในการรักษาเสถียรภาพพร้อมการระบุตำแหน่งของโดรนได้อย่างแม่นยำมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ DJI ยังได้มีการเปิดตัวแอพลิเคชั่นชื่อ DJI Go App พร้อมกับ Phantom 3 นี้ด้วย ซึ่งแอพลิเคชั่นนี้จะทำให้ผู้ควบคุมโดรนสามารถเข้าถึงการตั้งค่าตั้งกล้องถ่ายภาพและการควบคุมการบินของโดรนได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งจะได้รับการแจ้งเตือนกรณีตรวจจับเจอข้อผิดพลาดใดๆของโดรนก็ตามโดยอัตโนมัติ แอพลิเคชั่นนี้ถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการใช้งานและทำให้เทคโนโลยีโดรนสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นในกลุ่มผู้ใช้งานที่กว้างขึ้น

อีกหนึ่งรุ่นที่ถือเป็นการปฏิวัติวงการโดรนและเป็นการแสดงถึงศักยภาพของ DJI ในการผลักดันให้มาตรฐานโดรนของตนเองสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้แก่ รุ่น Phantom 4 ด้วยเหตุผลประการแรกคือ Phantom 4 นี้มาพร้อมกับระบบป้องกันการสั่นสะเทือน 3 แกนหมุนหรือกิมบอล (Gimbal) ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบในการประคองกล้องถ่ายภาพเอาไว้ทั้ง 2 ด้านแทนที่จะพยุงไว้เพียงด้านเดียว โดยผลิตจากวัสดุแม็กนีเซียม อัลลอยด์ทำให้โครงสร้างของกิมบอลมีความแข็งแรงและทนทานมากขึ้น ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ว่าภาพที่ได้ จะไร้การสั่นสะเทือน อีกทั้ง DJI ยังรับประกันว่าการเก็บภาพของนักบินจะมีความราบลื่นเสมือนการถ่ายทำภาพยนต์และได้ผลลัพธ์เหมือนกับการถ่ายทำโดยมืออาชีพเลยทีเดียว

สำหรับ Phantom 4 นี้ยังมาพร้อมกับการติดตั้งไอเอ็มยู (IMU) แบบคู่และเข็มทิศคู่เอาไว้เพื่อเป็นระบบสำรองและยังเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆให้รวดเร็วขึ้น นอกจากนั้นยังได้รับการติดตั้งระบบหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางเอาไว้ซึ่งจะทำให้โดรนนี้สามารถตรวจจับและหลบหลีกบริเวณที่พบสิ่งกีดขวางได้อย่างชาญฉลาด ระบบนี้จะช่วยยกระดับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือระหว่างทำการบินให้กับโดรนของ DJI รวมถึงทำให้ผู้ใช้งานเกิดความไว้วางใจ สามารถบินได้ด้วยความมั่นใจและปราศจากข้อผิดพลาดระหว่างทำการบินมากขึ้น ระบบหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางนี้ยังนำไปสู่การพัฒนาเที่ยวบินอัจฉริยะมากขึ้นด้วยระบบเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น แอคทิฟแทร็ค(ActiveTrack) และระบบแท็บทูฟลาย(Tap to Fly)

ตลอดระยะเวลาการทำงานเพื่อพัฒนาโดรนใน Phantom ซีรี่ย์ DJI แสดงให้เห็นถึงวิธีการทำงานที่เฉลียวฉลาดและเอาจริงเอาจังในการพัฒนาระบบอากาศยานแบบไร้คนขับ โดรนแต่ละรุ่นในซีรี่ย์ที่วางขายจะมีเทคโนโลยีหลักตัวใหม่เสมอ ทำให้โดรนของ DJI ดีกว่าและปลอดภัยกว่าโดรนของบริษัทคู่แข่งเสมอ นอกจากนี้ในการออกโดรนรุ่นใหม่ทุกครั้ง DJI จะหาแนวทางในเพื่อพัฒนาพิสัยการบิน กล้องถ่ายภาพ คุณภาพ อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ และความสามารถในการทำการบินให้ดียิ่งขึ้นอย่างไม่เคยหยุดหย่อน จากโดรนรุ่น Phantom 1 ที่มีระยะเวลาในการบินเพียง 10 นาที พิสัยการบินประมาณ 300 เมตรและไม่มีกล้องถ่ายภาพ มาจนถึงโดรนรุ่น Phantom 4 โปรที่มีพิสัยการบินถึง 7 กิโลเมตรกับระยะเวลาในการบินกว่า 30 นาทีมาพร้อมกับกล้องที่สามารถถ่ายวิดีโอ 4k 20เมก้าพิกเซล DJI ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถพัฒนาเทคโนโลยีโดรนไปได้สูงจนไม่มีคู่แข่งรายใดที่จะทำได้เท่าเทียมหรือใกล้เคียงพวกเขาเลย

 

โดรนขนาดเล็กกว่า และพับเก็บได้

จากความสำเร็จอย่างล้นหลามของโดรนรุ่น Phantom ซีรี่ย์ DJI ก็ปล่อยโดรนรุ่นแรกของพวกเขาที่สามารถพับเก็บได้ชื่อว่าโดรนรุ่น DJI มาวิคโปร (Mavic Pro) ซึ่งวางขายในเดือนกันยายน 2016 เมื่อโดรนรุ่นมาวิคโปรถูกวางขายในตลาดก็เหมือนเป็นการสื่อว่าเทคโนโลยีของโดรนนั้นก้าวหน้าขึ้นอย่างสูง โดยโดรนมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆและเริ่มเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในกระแสหลักได้มากขึ้น ซึ่งโดรนรุ่นมาวิคถูกออกแบบมาแตกต่างจากรุ่น Phantom โดยเน้นที่ความกะทัดรัดง่ายต่อการพกพา เห็นได้จากขนาดของโดรนรุ่นนี้ที่มีขนาดใกล้เคียงกับขวดน้ำเท่านั้นซึ่งไม่เคยมีโดรนของเจ้าไหนเคยทำได้มาก่อนเลย หลังจากวางขายได้ไม่นาน โดรนรุ่นมาวิคโปรก็ติดตลาดจนกลายเป็นรุ่นยอดนิยมของลูกค้า จุดนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของ DJI ในการผลิตโดรนที่เกิดจากการผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับการออกแบบอย่างชาญฉลาดและง่ายต่อการใช้งานเข้าไว้ด้วยกันอย่างดี

วิวัฒนาการโดรนของ DJI ยังมีให้เห็นต่อมาเรื่อย ๆ ด้วยการเปิดตัวโดรนที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมาอย่างรุ่นสปาร์ค (The Spark) ที่มีน้ำหนักเพียง 300 กรัมและเป็นโดรนรุ่นที่ราคาจับต้องได้ที่สุด ณ ตอนนี้ของ DJI ทั้งยังถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการใช้งานทั้งสำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้โดรนมาก่อนและผู้ที่มีความชื่นชอบในโดรนมาอยู่แล้ว พร้อมด้วยลูกเล่นใหม่ขณะทำการบินอย่างเจสเตอร์ (Gesture) ที่ผู้ใช้งานสามารถควบคุมโดรนของตนเองได้ด้วยท่าทางการเคลื่อนไหวของมือ และเป็นอีกครั้งที่ DJI ได้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสามารถย่อให้มีขนาดเล็กและกระทัดรัดได้ผ่านโดรนรุ่นสปาร์คนี้

โดรนรุ่นล่าสุดที่ DJI ปล่อยออกสู่ตลาดได้แก่มาวิคแอร์ (Mavic Air) ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีความแข็งแรง พกพาสะดวก พร้อมทั้งเข้าถึงผู้ที่ชื่นชอบโดรนทุกระดับทุกเพศทุกวัยเพื่อสร้างกลุ่มลูกค้าที่ดีที่สุดในตลาดโดรน จากจุดนี้ทำให้ DJI ได้กลายมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้เนื่องจากบรรดาคู่แข่งไม่สามารถไล่ตามวิวัฒนาการของ DJI ขึ้นมาได้เนื่องจาก DJI ทำงานโดยเสมือนกำลังแข่งขันกับตนเองอยู่เสมอ การออกแบบของมาวิคแอร์แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการพัฒนาขั้นสูงอย่างต่อเนื่องด้วยการสร้างสรรค์โดรนที่มีขนาดเล็กกว่ารุ่นก่อนหน้าที่มาพร้อมกับลูกเล่นที่มีความทันสมัยอย่างกล้องถ่ายภาพพร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวแบบ 3 แกนสามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ความละเอียดสูงสุด 4K 100mbps และถ่ายภาพนิ่งได้ที่ความละเอียดสูงสุด 12 ล้านพิกเซล มีการติดตั้งระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางทั้งด้านหน้า ด้านหลังและ ด้านล่างของตัวโดรน พร้อมหน่วยความจำภายใน 8GB อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการบินอัจริยะอื่นๆ อีกมากมาย การเปิดตัวของมาวิคแอร์ถือว่าทำให้ DJI ประสบความสำเร็จอย่างมากในการผลิตโดรนซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากของกลุ่มลูกค้าในตลาดอากาศยานไร้คนขับทั่วโลกทั้งยังสร้างความแข็งแกร่งในการเป็นอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมโดรนนี้ด้วย

 

DJI ขยายสู่ตลาดโดรนเชิงพาณิชย์

หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับโดรนสำเร็จรูปพร้อมใช้งานของพวกเขาในตลาดโดรนส่วนบุคคล DJI ก็พยายามที่จะขยายเข้าตีตลาดโดรนเชิงพาณิชย์เพราะตลาดนี้ยังมีโอกาสที่จะโตได้อีกมาก ในขณะที่ครองอำนาจในโดรนส่วนบุคคลพวกเขาก็พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับโดรนที่จะนำไปขายให้กับองค์กรธุรกิจต่างๆ โดยออกโดรนรุ่นใหม่คือโดรนรุ่นอินสไปร์(Inspire series)และรุ่นมาทริซ( Matrice series) ซึ่งรุ่นอินสไปร์ออกแบบมาเพื่อองค์กรด้านโทรทัศน์และการถ่ายทำภาพยนต์ ส่วนรุ่นมาทริซจะเหมาะกับธุรกิจและอุตสาหกรรมด้านอื่นๆหลายแขนง

สิ่งที่ทำให้โดรนเชิงพาณิชย์ของ DJI ดึงดูดลูกค้าได้และมีนวัตกรรมที่ทันสมัยกว่าโดรนอื่นๆคือการที่พวกเขานำเทคโนโลยีหลักที่ใช้ในโดรนส่วนบุคคลมาติดตั้งในโดรนเชิงพาณิชย์ ทำให้โดรนของ DJI ยังคงเป็นมิตรกับลูกค้า ใช้งานง่าย และมีความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าในระดับองค์กรได้ จากจุดเริ่มต้นจากการใช้โดรนเพื่อสำรวจพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นถนน สิ่งก่อสร้าง หรือสะพานจากทางอากาศมาสู่การใช้งานโดรนช่วยชีวิตในภารกิจกู้ภัย นี่คือผลที่ DJI ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถพัฒนาและผลักดันการใช้โดรนให้มีศักยภาพสูงและแสดงให้เห็นถึงแนวทางหลากหลายที่องค์กรอุตสาหกรรมสามารถประยุกต์ใช้โดรนในการดำเนินงานได้ ซึ่งก็เป็นผลมาจากที่พวกเขาทุ่มเทและลงทุนอย่างมหาศาลในการค้นคว้าและพัฒนานวัตกรรมโดรนนั่นเอง ในทุกวันนี้ DJI ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของโดรนที่ในตอนแรกคนทั้งโลกมองว่าเป็นแค่เครื่องบินถ่ายภาพทางอากาศมาสู่นวัตกรรมเทคโนโลยีสูงมากประโยชน์ได้ และพวกเขายังคงตระหนักถึงความเป็นไปได้อีกหลากหลายในการใช้งานโดรน จึงยังคงผลักดันโดรนสู่อุตสาหกรรมหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง อาทิ ด้านการรักษาความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน ด้านพลังงาน และการก่อสร้าง เป็นต้น เพื่อที่จะตีตลาดอากาศยานไร้คนขับทั้งแบบส่วนบุคคลและเชิงพาณิชย์

 

ความหลากหลาย – กล้องถ่ายภาพและกิมบอล

การที่เทคโนโลยีของโดรนได้แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่ต่างๆในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถือเป็นอีกกุญแจสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความเหนือชั้นของ DJI ตลอดหลายปีที่ผ่านมาโดรนที่ DJI ปล่อยออกมาสู่ท้องตลาดได้รับการออกแบบโดยเฉพาะเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทุกคนตั้งแต่ระดับมืออาชีพจนถึงผู้ใช้งานทั่วไปในขณะที่บรรดาคู่แข่งดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งการปล่อยโดรนตัวเดียวออกสู่ตลาด ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ DJI ได้ให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจของตนเองโดยการผลิตกล้องและระบบป้องกันการสั่นสะเทือนหรือกิมบอลขึ้นมาเองอย่างกล้องรุ่นออสโม่ซีรี่ย์(Osmo Series) โรนินซีรี่ย์(Ronin series) และกล้องเซนมิวส์ซีรี่ย์ (Zenmuse camera series) และในปี 2017 DJI ได้ซื้อหุ้นจำนวนมากจากบริษัทผลิตกล้องชั้นนำอย่างฮาสเซลบลาด (Hasselblad) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในการขยายการเจริญเติบโตของธุรกิจที่มีความหลากหลายทาง เทคโนโลยีมากขึ้นไม่ใช่แค่เพียงในอุตสาหกรรมโดรนเท่านั้น นอกจากนี้ DJI สามารถสยายปีกออกสู่ตลาดเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังเป็นที่จดจำว่า DJI เป็นมากกว่าการเป็นแค่ผู้ผลิตโดรนจากการที่ DJI ได้มีการจับคู่ทำโปรโมชั่นระหว่างโดรน กล้องถ่ายภาพ และกิมบอล ซึ่งทำให้ DJI มีลักษณะธุรกิจคล้ายกับบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างแอปเปิ้ล (Apple)

 

จากธุรกิจเกิดใหม่สู่การเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่

ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดรนของ DJI ตั้งแต่รุ่น Phantom 1 จนถึงรุ่นมาวิคแอร์ พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีโดรนสามารถพัฒนาไปได้ไกลอย่างที่ไม่มีใครคิดมาก่อนได้ภายในระยะเวลาอันสั้น นอกจากนี้ DJI ยังสามารถประสบความสำเร็จได้ทั้งในตลาดโดรนส่วนบุคคลและตลาดโดรนเชิงพาณิชย์ จากโดรนสำเร็จรูปส่วนบุคคลของพวกเขา สู่โดรนระดับมืออาชีพที่สามารถยึดครองตลาดโดรนเชิงพาณิชย์ได้อย่างรุ่นมาทริซ 200 นับตั้งแต่ที่ปล่อยโดรนรุ่น Phantom 1 วางขาย DJI ก็ไม่เคยหยุดพักในการทุ่มเทคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีโดรนของพวกเขาโดยที่หวังถึงผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเสมอ เป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งโลกได้เห็นโดรนของ DJI ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีขนาดเล็กลง ปลอดภัยขึ้น ใช้งานง่าย และสะดวกในการพกพา

จากการประเมินของบริษัทวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นนำของโลกอย่างการ์ทเนอร์ (Gartner) มูลค่าของโดรนในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 11.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2020 จากข้อมูลนี้จะทำให้มีองค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่อีกมากที่ต้องการเข้าแข่งขันกับ DJI โดยตรงในตลาดโดรน ขณะที่มีบริษัทบางส่วนที่หันไปเน้นเรื่องระบบซอฟท์แวร์และการบริการแทน

เมื่อมองไปข้างหน้าจะพบว่า DJI ยังคงมีความพร้อมและดูไม่มีทีท่าที่จะหยุดเดินหน้าเพื่อที่จะเป็นผู้นำในตลาดโดรนรวมถึงผลักดันเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในอนาคต DJI จะขยายธุรกิจของตัวเองโดยการเข้าสู่อาณาจักรของกล้องถ่ายภาพมืออาชีพ อีกทั้งยังมีเป้าหมายที่จะเข้าปกครองทั้งตลาดกล้องถ่ายภาพส่วนบุคคลและเชิงพาณิชย์อีกด้วย จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีโดรนนั้นยังคงพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่อยู่ในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีด้านอื่น ๆ

 

เรียบเรียงโดยแขกรับเชิญพิเศษจาก Dr. Drone ตัวแทนจัดจำหน่ายโดรน DJI เจ้าแรกในประเทศแคนาดา คุณอาลี เครน (Ali Crane)


ที่มาบทความ : บทความโดย Ali Crane บันทึก : เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พศ. 2561
สืบค้นจาก : https://dronelife.com/2018/05/14/from-startup-to-empire-the-evolution-of-dji-drones/